กุญแจ 5 ดอกของการลงทุน

กุญแจ 5 ดอกของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า สามารถสรุปคร่าวๆ ได้ดังต่อไปนี้

กุญแจดอกที่หนึ่ง: บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ดีหรือไม่

อธิบายถึงการค้นหาข้อมูลการวิเคราะห์ธุรกิจและอุตสาหกรรมของบริษัทนั้นๆ ว่าจะสามารถหาข้อมูลได้จากแหล่งใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือรายงานประจำปีของบริษัท หรือจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ รวมถึงการวิเคราะห์ตัวบริษัทที่จะลงทุนเองด้วยวิธีการวิเคราะห์ตามแนวนิ่ง (Vertical Assessment Approach), การวิเคราะห์ส่วนประกอบของอัตราส่วนกำไรต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE Decomposition approach) และการวิเคราะห์กระแสเงินสด (Cash-flow Based Approach)

นักลงทุนสามารถนำการวิธีการวิเคราะห์ที่กล่าวถึงไปใช้ในการวิเคราะห์บริษัทที่จะลงทุนได้ เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทที่จะลงทุนเป็นบริษัทที่ดีหรือไม่ รวมทั้งในหนังสือยังมีตัวอย่างการบริษัท ที่ผู้เขียนได้ลงทุนจริงๆ เป็นตัวอย่างประกอบอีกด้วย

กุญแจดอกที่สอง: มูลค่าที่เหมาะสมของบริษัทนี้อยู่ที่เท่าไหร่

การหามูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นที่จะลงทุน นับว่าเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เลยทีเดียว หนังสือเล่มนี้จะอธิบายถึงการประเมินหามูลค่าหุ้นด้วยวิธีต่างๆ เช่นที่รู้จักกันดีก็คือ อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (Price to Earning Ratio หรือ P/E) นอกเหนือจากการอธิบายถึงความหมายของอัตราส่วนดังกล่าวแล้ว ผู้เขียนยังได้กล่าวถึง ?ข้อดีข้อเสีย? ของการใช้ P/E ในการลงทุนอีกด้วยว่ามีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร ตัวอย่างเช่น การเปรียบเทียบ P/E ระหว่างหุ้น จะใช้ได้ดีในธุรกิจที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่ถ้าธุรกิจที่นำมาเปรียบเทียบกันนั้น มีโครงสร้างธุรกิจและนโยบายการบัญชีที่แตกต่างกัน การนำ P/E มาเปรียบเทียบกันอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้

เครื่องมือในการประเมินมูลค่าที่อธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้มีมากมาย ทั้งการประเมินมูลค่าเชิงเปรียบเทียบ (Comparision-based), การประมินมูลค่าโดยอิงจากสินทรัพย์ (Asset-based) หรือ การประเมินมูลค่าโดยอ้างอิงจากข้อตกลงซื้อขายที่เคยเกิดขึ้น (Transaction-based)

นักลงทุนสามารถนำเครื่องมือดังกล่าวไปใช้ในการหามูลค่าหุ้นได้ รวมทั้งมีตัวอย่างบริษัทจริงให้ดูเป็นการประกอบคำอธิบาย

กุญแจดอกที่สาม: ราคาหุ้นของบริษัทอยู่ในระดับที่น่าสนใจหรือไม่

นักลงทุนทั่วไปจะสนใจใน “ราคาหุ้น? มากกว่าสิ่งอื่นใด โดยเฉพาะจะเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทั้งจากคอมพิวเตอร์ ทีวี หรือ หนังสือพิมพ์เป็นประจำทุกวัน โดยให้ความสนใจในเรื่องอื่นๆ เป็นลำดับต่อมา แต่ถ้าสังเกตดูจะพบว่า ราคาหุ้นสำหรับการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น ไม่ได้เป็น “กุญแจดอกที่หนึ่ง? แต่อย่างใด กลับกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญรองๆ ลงมา

ราคาหุ้นสำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า เป็นเพียงการแสดงความจำนงซื้อขายหุ้นเท่านั้น แต่ไม่ได้บอกว่าหุ้นนั้นน่าสนใจหรือไม่ มีประโยคที่น่าสนใจเกี่ยวกับราคาหุ้นจากหนังสือกล่าวไว้ดังนี้

?หากราคาหุ้นของทั้งบริษัท A และ บริษัท B ต่างก็มีราคาอยู่ที่ $20 หุ้นตัวไหนจะถือว่าถูก และหุ้นตัวไหนจะถือว่าแพง? มีปัจจัยมากมายที่นักลงทุนจะต้องนำมาพิจารณาก่อนที่จะบอกได้ว่า “ราคาหุ้น? นั้นๆถูกหรือแพง นักลงทุนไม่สามารถพิจารณาแต่ราคาหุ้นโดดๆ เพียงอย่างเดียวได้?

ดังนั้นราคาหุ้นนั้นจะอยู่ในระดับที่น่าสนใจหรือไม่จะต้องนำไปเปรียบเทียบกับปัจจัยอื่นๆ อีกมากโดยเฉพาะกับมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นนั้นๆ

กุญแจดอกที่สี่: ตัวเร่ง (Catalyst) ที่มีประสิทธิภาพมีโอกาสเกิดขี้นแค่ไหน

ตัวเร่ง หรือ Catalyst เปรียบเสมือนเชื้อไฟที่สุมเข้ากับกองถ่านที่ทำให้เกิดเปลวไฟลุกโชติช่วงได้ในทันทีทันใด หากปราศจากเชื้อไฟกองถ่านก็ยังคงเพียงครุกรุ่นอยู่อย่างนั้นตลอดไป ฉันใดก็ฉันนั้น หุ้นที่ไม่มีตัวเร่งอาจจะไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งนักลงทุนอาจจะต้องใช้เวลานานเกินไปที่จะทำผลตอบแทนอย่างที่ได้ตั้งใจไว้

มี “ตัวเร่ง? อยู่สองประเภทคือ ตัวเร่งที่เกิดขึ้นภายในบริษัท (Internal Catalyst) และตัวเร่งจากภายนอกบริษัท (External Catalyst) ผู้เขียนได้ยกเหตุการณ์ต่างๆ ที่แสดงถึงตัวเร่งที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งไว้ค่อนข้างละเอียดพอสมควร ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงสั้นๆ และ เหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะเวลาที่ยาวนานกว่า

กุญแจดอกที่ห้า: ราคาที่ซื้อให้ส่วนเผื่อความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน

ส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) เป็นตัวช่วยกำหนดว่า ราคาหุ้นที่นักลงทุนซื้อมานั้นมีโอกาสในการที่จะขาดทุนมากน้อยเพียงใด แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ส่วนเผื่อความปลอดภัย ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่รับประกันว่านักลงทุนจะไม่ขาดทุนจากการลงทุนนั้นๆ

กุญแจทั้ง 5 ดอก จะช่วยให้นักลงทุนมีความเข้าใจใน “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า? มากขึ้น รวมทั้งสามารถนำวิธีการดังกล่าวไปปฏิบัติได้จริงๆ

 Cilck เพื่ออ่านบทความการลงทุนอื่นๆที่น่าสนใจ

About the Author

icedos

ใส่ความเห็น

Loading...